Thai Financial News Intelligence
Latest article 3 min agoLatest analysis 41 min ago·20076 articles total
← News feed

LHFG กำไร H1/69 พุ่ง 37.3% แตะ 1.5 พันล้านบ. ชูพอร์ตลูกค้า FDI ไต้หวัน-จีนหนุนสินเชื่อโต 50%

published 9 h ago · th · source ↗

Affected tickers

Article body

HoonSmart.com >>กลุ่มธุรกิจทางการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โชว์กำไรสุทธิครึ่งปีแรกรวม 1,539 ล้านบาท พุ่ง 37.3% -ธุรกิจธนาคารกำไรโต 25% – บล. ขยายตัวกว่า 200% – บลจ.โต 80% ด้านยอดปล่อยสินเชื่อรวมเพิ่ม 6.7% ทะลุ 3 แสนล้านบาท มั่นใจครึ่งปีหลังโตตามเป้า 10-12% จากกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศพุ่ง 27% มั่นใจวิ่งถึง 50% รับอานิสงส์จากลูกค้า FDI ย้ายฐานผลิตเทคฯชั้นสูงจากไต้หวัน-จีน เดินเครื่องผลิต ต้องใช้สินเชื่อหมุนเวียนเพิ่ม – รุกตลาดรายย่อยกลุ่มไฮยีลด์เต็มสูบ นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และผู้บริหารระดับสูง กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ของ กลุ่มธุรกิจทางการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1,539 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่นได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจธนาคารพานิชย์ที่กำไรเติบโตราว 25% ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities) ขยายตัวกว่า 200% และธุรกิจจัดการกองทุน (Asset Management) เติบโตราว 80% ​ในส่วนของธุรกิจธนาคาร (LH Bank) สินเชื่อรวมครึ่งปีแรกขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นยอดสินเชื่อรวม 302,153 แสนล้านบาท หรือเติบโต 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีถึงปัจจุบัน เป็นการเติบโตครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้ารายย่อย (Retail), ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อ (SME), ลูกค้ารายใหญ่ (Corporate) ตลอดจนธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) โดยธนาคารได้เข้าสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าที่มีแผนขยายธุรกิจ พร้อมส่งทีมผู้จัดการดูแลความสัมพันธ์ (RM) และช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจและให้ความรู้แก่กลุ่ม SME อย่างต่อเนื่อง ​โครงสร้างสินเชื่อของ LH Bank ยังคงเน้นการสร้างสมดุล เพื่อลดการกระจุกตัว โดยมีสัดส่วนลูกค้ารายย่อย 26%, ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (22%),ธุรกิจพาณิชย์  25% และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 19% ทั้งนี้ สัดส่วนของกลุ่มรายย่อยและลูกค้าข้ามชาติ (International Business) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26% และ 8% ตามลำดับ ผลจากการขยายตัวได้ดีในครึ่งปีแรก ​ด้านเงินฝากพบว่ามีทิศทางทรงตัว โดยธนาคารมุ่งบริหารจัดการอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR/Liquidity Ratio) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมราว 95% เพื่อรักษาช่องว่างสำหรับการปล่อยสินเชื่อในอนาคต อย่างไรก็ดี โครงสร้างเงินฝากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับประมาณ 20% ในอดีต มาอยู่ที่ราว 41% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ควบคู่กับการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับการทำธุรกรรมของลูกค้าภาคธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารปรับลดลง ​ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.90% ในครึ่งปีแรก ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงซึ่งกระทบต่ออัตราผลตอบแทนสินเชื่อ (Yield) แต่ธนาคารได้บริหารจัดการต้นทุนเงินฝากควบคู่กันไป ประกอบกับการเติบโตของสินเชื่อที่มากกว่า 15% เมื่อเทียบกับต้นปี หนุนให้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) ยังคงขยายตัวได้ 8.4% ช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.56% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นตามปริมาณสินเชื่อที่เติบโต แต่ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ไม่เกิน 3.0% โดยมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 144% ​สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นกว่า 76.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม ทั้งในส่วนของสินเชื่อ ธุรกิจประกัน (Bancassurance) และการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้รวม ​ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expense) เพิ่มขึ้น 13% ในครึ่งปีแรก จากการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการพัฒนาบุคลากรเพื่อมุ่งสู่การเป็น Full Service Bank อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้รวมที่ระดับ 17-18% ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ปรับตัวดีขึ้น โดยลดลงจาก 53% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 50.5-51% ในปีนี้ ​สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานของ LH Bank ในครึ่งแรกของปี 2569 มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 0.69% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 6.86% กำไรสุทธิของธนาคารเติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสูงถึง 86.3% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Total Non-NII) โต 76.2%  และรายได้รวมเติบโตประมาณ 16% ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 15.6% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ที่ 13.9% ซึ่งยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง สำหรับ ทิศทางการดำเนินงานครึ่งปีหลัง มั่นใจว่าเป้าหมายสินเชื่อที่ตั้งไว้จะเติบโตได้ 10-12% ตามแผน หลังจากครึ่งปีแรกขยายตัวแล้ว 6.7% ซึ่งแข็งแกร่งกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเพียง 1.8% โดยมีเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนมาจากสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI Loan) สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนการปล่อยสินเชื่อ SME ผ่านโครงการพิเศษ ทั้งนี้ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ มาจากพอร์ตสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ภายใต้กลุ่ม International Business ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ชิ้นส่วนประกอบ (AI Components), การประกอบชิ้นส่วน (Assembly) และที่สำคัญที่สุดคือ Printed Circuit Board (PCB) ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ EV, เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า หลังจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นการลงทุนก่อสร้างโรงงาน ซึ่งปัจจุบันโรงงานส่วนใหญ่สร้างเสร็จพร้อมเดินสายการผลิต ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเพื่อหมุนเวียน (Working Capital) การค้าต่างประเทศ (Trade Finance) และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคารตั้งเป้าดันสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 10% ภายในปีหน้า ในปีที่ผ่านมา สินเชื่อในกลุ่ม International Business ของ LH Bank เติบโตสูงถึง 50% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (H1/2569) ขยายตัวไปแล้วกว่า 27% สร้างอัตราการเติบโตได้สูงที่สุดของกลุ่ม ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายทั้งปีที่ 50% ได้อย่างแน่นอน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง CTBC Bank แบงก์ยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน ในการส่งต่อฐานลูกค้าต่างชาติ (Referral) และการสนับสนุนด้าน Cross-border Trade Solutions ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินเชื่อ FDI เติบโตอย่างโดดเด่น มาจากจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกส่งผลให้บริษัทชั้นนำจาก Greater China โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนไต้หวันและจีน ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ China+1 และ Non-Taiwan Placement ​ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาเริ่มตั้งไข่ธุรกิจในไทยด้วยการซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงาน ซึ่งทาง LH Bank เข้าไปมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน (Sponsor) ให้กับกลุ่มทุนเหล่านี้ และขณะนี้โรงงานส่วนใหญ่ก่อสร้างใกล้เสร็จสิ้น พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตจริง ​เมื่อโรงงานพร้อมเดินเครื่องผลิต ความต้องการใช้สินเชื่อจะเปลี่ยนผ่านจากสินเชื่อเพื่อการลงทุนระยะยาว (CAPEX) ไปสู่ความต้องการ เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เพื่อซื้อวัตถุดิบและทำการค้าส่งออกไปยังตลาดหลัก ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ​ผลของการรุกตลาด FDI ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) และรายได้จากการปริวรรตเงินตรา (FX) ของธนาคาร โดยรายได้ค่าธรรมเนียม Trade Finance เติบโตพุ่งสูงถึง 147% รายได้ค่าธรรมเนียม FX ขยายตัว 74.5% เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้าข้ามชาติ LH Bank ได้พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุม ทั้งบริการเงินฝากประจำสกุลเงินต่างประเทศที่รองรับถึง 8 สกุลเงิน, บริการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน , บริการ Wealth Management สำหรับผู้บริหารชาวต่างชาติ ตลอดจนโซลูชันกองทุนรวมที่เสนอขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Denominated Fund) ขณะที่ แนวโน้มและทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ประเมินว่า ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จาก ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดและความไม่สงบในต่างประเทศที่กลับมารุนแรงขึ้น (Re-escalation) ปัจจัยฤดูกาลของการท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) ของภาคการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยที่ยังคงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าในช่วงปลายปี ค่าเงินบาทมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวและส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น (High Season) ของภาคการท่องเที่ยว จากแนวโน้มเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ ส่งผลให้กลุ่มผู้นำเข้า จะยังทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) อย่างต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนให้รายได้จากธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ยังคงขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ ธนาคารยังคงรุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับบริการสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ระหว่างประเทศส่งผลให้แรงส่งการเติบโตของปริมาณธุรกรรม (Volume) ในธุรกิจ FX ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงรักษากระแสการเติบโตนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง ด้านสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เติบโตโดดเด่น โดยปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้วเกือบ 5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน ใกล้บรรลุเป้าหมายสิ้นปีนี้ที่ตั้งไว้ 6,000 ล้านบาท จากเป้าหมายระยะยาว 30,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ในโครงการพลังงานสะอาด การปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดมลพิษ และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากเขียวเพื่อนำเงินไปสนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ธนาคารได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Green Deposit ซึ่งเป็นนวัตกรรมเงินฝากรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์องค์กรธุรกิจและบริษัทชั้นนำที่ต้องการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเป้าหมาย ESG (Environmental, Social, and Governance) ​หลักการทำงานของ Green Deposit คือ ธนาคารจะนำเงินฝากสกุลดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อต่อให้กับโครงการสีเขียว (Green Projects) และการดำเนินงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ​โดย Green Deposit เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมาเพื่อให้บริษัทต่างๆ ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการสีเขียว โดยเงินที่นำมาฝากจะถูกนำไปลงทุนในโครงการเหล่านี้โดยตรง และธนาคารพร้อมที่จะออก Impact Report ให้กับผู้ฝากเงิน เพื่อยืนยันว่าเงินฝากได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในด้านใดบ้าง ด้านภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์และความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) ยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยความไม่แน่นอนภายนอกประเทศ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจ SME ไทยที่มีอัตรา NPL สูง ​สำหรับธนาคารฯ อัตรา NPL ภาพรวม ณ ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.56% ซึ่งต่ำกว่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 2.88% และคาดว่าการตั้งสำรองในช่วงครึ่งปีหลังจะลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งป