Thai Financial News Intelligence
Latest article 2 min agoLatest analysis 39 min ago·20076 articles total
← News feed

พรีวิวงบ Q2 หุ้นเครือปูนใหญ่ SCC-SCGP กำไรฟื้นตัว ฟาก SCGD หวั่นเจอพิษต้นทุน

published 2 d ago · th · source ↗

Affected tickers

Per-ticker News Sentiment Indicator

  • BCPother · positive · low

    The article mentions that an analyst suggests speculative trading for BCP, stating: “แนะเก็งกำไร PTTEP-TOP-BCP-SPRC”.

  • KBANKother · neutral · high

    The article focuses on the earnings outlook for SCC, SCGP, and SCGD, and does not contain material information affecting Kasikornbank Public Company Limited.

  • PTTEPother · positive · low

    The article mentions that a market analyst suggests investors "แนะเก็งกำไร PTTEP" amid broader market volatility.

  • SCBother · positive · med

    The article mentions that foreign investors have been net buyers of SCB, specifically noting "เปิด 5 อันดับหุ้นต่างชาติซื้อสุทธิผ่าน NVDR จัดหนัก SCB สูงสุด 474 ล้านบาท".

  • SCCearnings_beat · positive · med

    Kasikorn Securities projects SCC's Q2/2569 net profit to reach 7,800 million baht, a 26% increase from the previous quarter, driven by a significant recovery in core operating profit.

  • SCGPearnings_beat · positive · med

    Kasikorn Securities projects that SCGP will report profit growth for Q2/2569, as noted in the article stating "SCGP มีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโต".

  • TOPother · positive · low

    The article mentions that market analysts recommend investors to consider trading TOP alongside other energy stocks, stating “แนะเก็งกำไร PTTEP-TOP-BCP-SPRC”.

Article body

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังบริษัทจดทะเบียนปิดงวดบัญชีไตรมาส 2/2569 นักลงทุนเริ่มจับตาแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นในเครือปูนใหญ่ ทั้งธุรกิจปิโตรเคมี วัสดุตกแต่งพื้นผิว และบรรจุภัณฑ์ หลังแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ รวมถึงภาวะอุปสงค์ที่แตกต่างกัน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ บล.กสิกรไทย ประเมินว่า ผลประกอบการของหุ้นทั้ง 3 บริษัทในไตรมาส 2/2569 จะมีทิศทางแตกต่างกัน โดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโต ขณะที่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD อาจพลิกเป็นผลขาดทุนสุทธิจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของ บล.กสิกรไทย ลงวันที่ 14 ก.ค.2569 คาดว่า SCC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 7,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน โดยได้แรงสนับสนุนจากกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้กำไรจากสต๊อกสินค้าจะลดลง และโรงโอเลฟินส์ระยอง หรือ ROC หยุดดำเนินงานตลอดทั้งไตรมาส ขณะที่โครงการลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ หรือ LSP หยุดดำเนินงานประมาณครึ่งไตรมาส บล.กสิกรไทย คาดว่า SCC จะบันทึกกำไรจากสต๊อกสินค้าประมาณ 1,700 ล้านบาท ลดลง 35% จากไตรมาสก่อน ตามระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง ส่วนกำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 239% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ฟื้นตัว หลังเกิดภาวะอุปทานหยุดชะงักในตะวันออกกลาง โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE เพิ่มขึ้น 62% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 525 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PP เพิ่มขึ้น 53% มาอยู่ที่ 437 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน นอกจากนี้ SCC ยังได้รับรายได้เงินปันผลเพิ่มเติมจาก Toyota และ Kubota “พบชัย” มอง SET ผันผวน จับตางบแบงก์-ภาษีสหรัฐ แนะเก็งกำไร PTTEP-TOP-BCP-SPRC เปิด 5 อันดับหุ้นต่างชาติซื้อสุทธิผ่าน NVDR จัดหนัก SCB สูงสุด 474 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การกลับมาเดินเครื่องของโรงโอเลฟินส์ระยองยังมีความไม่แน่นอน หลังบริษัทประกาศเหตุสุดวิสัย หรือ Force Majeure ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การจัดหาวัตถุดิบหลัก ได้แก่ แนฟทาและโพรเพน มีข้อจำกัด ขณะที่สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านวัตถุดิบ นอกจากนี้ SCC อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC สำหรับธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ Polyethylene และ Polypropylene ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3/2569 ส่วน SCGD บล.กสิกรไทยคาดว่าจะรายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 279 ล้านบาท จากการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการด้อยค่าที่เกี่ยวข้องกับการรวมโรงงาน ประกอบกับกำไรจากการดำเนินงานปกติที่อ่อนตัวลง กำไรปกติของ SCGD คาดว่าจะลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากอุปสงค์กระเบื้องที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายกระเบื้องลดลง 12% จากปีก่อน และลดลง 7% จากไตรมาสก่อน เหลือประมาณ 27.9 ล้านตารางเมตร ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยราคา Pool Gas เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 26.8% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 343 บาทต่อล้านบีทียู จากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนการผลิตกระเบื้องทั้งหมด แม้ราคาขายกระเบื้องเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 150 บาทต่อตารางเมตร แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงเหลือ 25.7% จากระดับ 28.3% ในไตรมาส 2/2568 และ 26.4% ในไตรมาส 1/2569 สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 บล.กสิกรไทยคาดว่ากำไรปกติของ SCGD จะยังลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการก่อสร้างใหม่ชะลอตัวและต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หลังแรงกดดันด้านต้นทุนก๊าซเริ่มลดลง บล.กสิกรไทย ยังปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ SCGD ในปี 2569-2571 ลง 55%, 11% และ 2% ตามลำดับ เหลือ 479 ล้านบาท 1,001 ล้านบาท และ 1,153 ล้านบาท เพื่อสะท้อนสมมติฐานต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น อุปสงค์ภาคก่อสร้างที่ลดลง และค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าที่เกี่ยวข้องกับการรวมโรงงานจำนวน 500 ล้านบาทในปี 2569 และอีก 100 ล้านบาทในปี 2570 ด้าน SCGP บทวิเคราะห์ของ บล.กสิกรไทย ลงวันที่ 12 ก.ค.2569 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวนประมาณ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสก่อน การเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนมีแรงสนับสนุนจากผลประกอบการของ Fajar ที่คาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไร หลังดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปรับสัดส่วนแหล่งพลังงานเพื่อลดต้นทุน และปรับโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ขณะที่การเติบโตจากไตรมาสก่อนมาจากอุปสงค์ของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่กลับเข้าสู่ระดับปกติ ภายหลังช่วงวันหยุดยาวในไตรมาส 1/2569 ทั้งเทศกาลตรุษจีนในเวียดนามและเทศกาลฮารีรายอในอินโดนีเซีย รวมถึงไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานของธุรกิจ Fibrous เป็นระยะเวลา 15 วันเหมือนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับไตรมาส 3/2569 คาดว่ากำไรสุทธิของ SCGP จะยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรของ Fajar และการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับระดับราคาตลาด อย่างไรก็ตาม กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาสก่อน ตามต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางราคาขายและปริมาณจำหน่ายที่คาดว่าจะทรงตัว ด้านแผนการลงทุน ผู้บริหาร SCGP ยังคงงบลงทุนปี 2569 จำนวน 10,000 ล้านบาท โดยประมาณครึ่งหนึ่งเป็นงบลงทุนเพื่อบำรุงรักษา และอีกครึ่งหนึ่งใช้สำหรับขยายธุรกิจใหม่ โดยบริษัทมุ่งเน้นการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดและสร้างการผนึกกำลังกับธุรกิจที่มีอยู่ ด้านคำแนะนำการลงทุน บล.กสิกรไทยแนะนำ “ถือ” SCC ราคาเป้าหมาย 263 บาท โดยมองว่าการกลับมาเดินเครื่องของ ROC การฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมี การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบของโครงการ LSP และความร่วมมือกับ PTTGC จะเป็นปัจจัยบวกระยะยาว ส่วน SCGD แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.90 บาท จากสถานะเงินสดที่แข็งแกร่งและโอกาสจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ขณะที่ SCGP แนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 30 บาท เป็น 32.50 บาท หลังแนวโน้มกำไรฟื้นตัวและผลประกอบการของ Fajar ปรับตัวดีขึ้น Tags SCC PTTGC บล.กสิกรไทย SCGP หุ้นวัสดุก่อสร้าง เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ปูนซิเมนต์ไทย เอสซีจี เดคคอร์ SCGD หุ้นบรรจุภัณฑ์ หุ้นกลุ่มปูนใหญ่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569